นักเรียนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน…

 นักเรียนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน…

นักเรียนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน ผีเร่ร่อน ห้องพักหลอน ห้องพักผีสิง อ่านเรื่องผี หลอน สยองขวัญ

แชร์เรื่องนี้

“นักเรียนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน”
เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ในระหว่างที่เราเป็นครูอัตราจ้างโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในระหว่างรอยต่ออำเภอ ระยะเวลา 1 ปี กว่าๆ
เราเจอมาสาระพัด ทั้งเจอเองบาง ครูเก่าๆ ในโรงเรียนเล่าให้ฟังบ้าง แม้กระทั่งนักเรียนที่เล่นของ มีองค์ประทับก็ยังมี บางเรื่องก็น่าสะพรึง บางเรื่องผู้ฟังคงจะคิดว่าเป็นเรื่องโกหก ว่าไม่จริงหรอก มโนมากกว่า เราเป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้จบสายครูมาโดยตรง จบทางด้านภาษา เรียนโรงเรียนในเมืองตลอด เรื่องลี้ลับ เราไม่ค่อยเชื่อ ผีก็ไม่เคยเจอ พูดง่าย ๆ คือ บ้าบอ หลังจากปลดทหารเราก็ลั้ลล้า ไม่คิดอารัย จนพ่อเทศนาขั้นจมดิน ว่าทำไมไม่ทำงาน หางานทำได้แล้ว เราก็เออ ก็ได้ .. จากนั้นก็ตามสเต็ป เปิดเว็ปหางาน ค้นหางานที่เราต้องการ
จนในที่สุดเราก็เจอ โรงเรียนแห่งหนึ่ง ต้องการครูอัตราจ้าง 1 ตำแหน่ง ระยะทางจากบ้านถึงโรงเรียนประมาณ 50 กว่ากิโล
ไปสมัครวันแรก คุณพ่อขับรถยนต์พาไป คือไกลมาก ป่าทั้งนั้น พ่อขับไปจนถึงหน้าโรงเรียน พอเลี้ยวรถ ขณะที่เลี่ยว สายตาเราก็เหลือบไปเห็นศาลพระภูมิหลังใหญ่มาก พวงมาลัยปลอมนี่จัดเต็มเลยทีเดียว เห็นแล้วขนลุกอย่างบอกไม่ถูก สมัครเสร็จ อารัยเสร็จ สอบเสร็จหมดทุกอย่าง วันประกาศผล ปรากฎว่า เราได้ที่ 1 เราก็ดีใจน่ะ ดีใจมาก ได้เป็นคุณครูแล้ว …. และก็ไม่รู้ตัวเลยว่ามีบางอย่างกำลังรอเราอยู่ วันรายงานตัว เหมือนเดิม พ่อพาไป ขาไปพ่อแวะเติมน้ำมัน ระหว่างที่เติมเราก็ดูเอกสาร การรายงานตัว .. สักพักเราได้ยินเสียงพ่อโวยวายดังมาก เห้ยมีอารัยกัน สรุป เด็กปั้มเติมน้ำมันผิด ประมาณพ่อบอกเติมดีเซล แต่เด็กปั้มเติมเบนซิน …เอาละซิ ขืนขับไปเครื่องพังแน่ เราก็แปลกใจ ลางไม่ดีเลยเว้ย เราบอกพ่อไม่ไปก็ได้ พ่อก็สวดเราใหญ่ว่า ไม่ได้ เมิง ต้องไป สรุป พ่อโทรหาเพื่อนให้ไปส่งเรา พอถึงโรงเรียน รายงานตัวเสร็จก็เข้าพบนักเรียนเลย ตื่นเต้นมากก จำได้ว่าเป็นนักเรียนชั้น ม.3/1 เราก็แนะนำตัว เด็กก็ดีใจนะได้ครูใหม่มา คุยกันจนจะหมดคาบ จู่ๆ เด็กในห้องคนนึงพูด ออกมาว่า อาจารย์เชื่อเรื่อง “ผี” ไหม ? จารย์อยู่นี่ต้องทำใจน่ะ ถ้าเจอเหตุการณ์แปลกๆ ระหว่างที่เด็กคนนี้พูด เด็กคนอื่นเงียบหมด … เอาละซิ โดนรับน้องแล้ว ….ศาลพระภูมิที่นี่ก็น่ากลัว เด็กยังมาถามเรื่องผี อีก โรงเรียนนี้มันต้องมีอารัยแน่ๆ !ช่วงแรกๆ ที่สอน เราอยู่บ้านเช่า เป็นเวลา 6 เดือน จนอยู่มาวันหนึ่งครูท่านนึง ได้ซื้อบ้านแถวอำเภอและย้ายออกจากบ้านพักครู เราก็ขออนุญาต ผอ. ขอเข้าไปอยู่ต่อ ผอ. ก็อนุญาต … ได้ย้ายเข้าบ้านพักครูแล้วโว๊ยยยยย ไม่ต้องเสียตังค่าเช่าบ้านอีกต่อไป

บ้านพักครู ก็คือบ้านกึ่งปูนกึ่งไม้ สภาพบ้านนี่อย่างต่ำก็ 20-30 ปี มีทั้งหมด 8 หลัง ทุกหลังอยู่ในโรงเรียน เราขอไล่สภาพแต่ละหลังว่าเป็นยังไงก็แล้วกัน
หลังแรก : อยู่ติดกับประตู(เก่า)โรงเรียนซึ่งปัจจุบันประตูนี้ปิดตายไม่ใช้แล้ว สภาพบ้านหลังแรก ร้าง ทั้งฝ้า และฝาพังหมด เห็นแต่โครงสร้างภายใน ไม่สามารถอาศัยหรือปรับปรุงใหม่ได้แล้ว ประวัติบ้านหลังนี้ มีนักเรียนเล่าต่อๆ กันว่าเย็นๆโพล้เพล้มักจะได้ยินเสียงเรียกออกมาจากบ้านหลังนี้

หลังที่สอง : ห่างจากหลังแรกประมาณ 10 ก้าว มีคุณครู 2 ท่าน อยู่อาศัย และครู 2 ท่านนี้มักจะมีงานปาร์ตี้น้ำเก๊กฮวยอยู่บ่อยครั้ง ..เราก็ไปแจมด้วยบ่อย คลายเครียด แลกเปลี่ยนความคิดกัน หลังที่สาม : สถาพบ้านโอเคร มีครูจ้าง 1 คนอยู่ *มาอยู่หลังจากเรา 1 เทอม… บ้านหลังนี้โหดสุด ประวัติที่นักเรียนหรือคนละแวกนั้นเล่าว่า เมื่อราว 20 กว่าปีก่อน มีภรรยาจับได้ว่าสามีซึ่งเป็นครูมีกิ๊ก จึงน้อยใจแล้วผูกคอตาย ซึ่งเราได้มีโอกาสเข้าไปสำรวจก็ถามในใจ ห้องไหนวะ ? แล้วคำตอบก็เฉลยออกมา ขึ้นบันไดไป ห้องที่ 2 ทางด้านขวา มีอักขระ ยันต์จีน ยันต์ไทยเขียนอยู่ คือแบบจัดเต็มมาก … น้องที่เค้าจะอยู่บอกว่าไม่กล้านอนเลย และเรื่องที่มีคนผูกคอตายน้องก็ไม่รู้ ไม่มีใครกล้าบอกแม้แต่ตัวเราเอง คืนแรกที่น้องนอนก็ฝันเห็นมีคนเดินรอบบ้านแล้วชี้ไปยังเลขที่บ้าน สรุปหวยออกเลขที่บ้าน คนที่บ้านครูคนนี้ถูกหวยกันระเนระนาด …และถัดมาไม่นานน้องเค้าเล่าว่า ขณะตรวจงานเด็ก อยู่ๆก็ได้ยินเสียงคนเดินรอบบ้าน สักพัก เสียงเดินก็หายไปทางหน้าประตู บางคืนก็เห็นยืนเกาประตูอยู่ก็มี แต่น้องเค้าก็ทนจนลาออกจากครูจ้าง นับถือจริงๆ

หลังที่สี่ : ภายนอกดูดี แต่ด้านในพังพินาศมาก แถมกับดักก็เยอะ ด้วยความที่บ้านพักครูชั้น 2 ทุกหลังเป็นไม้ทั้งหมด เราเคยเข้าไปสำรวจ ผุพังเป็นหย่อมๆ เดินๆ เท้าหล่นพรวดลงไปก็มี คือ ดีที่เพื่อนครูที่ไปด้วยกันจับไว้ได้ทัน หลังคาก็รั่วหมดแล้ว … ประวัติของบ้านหลังนี้เคยมีครูอาศัยอยู่มาก่อน แต่ปัจจุบันร้างเกือบ 15 ปี บ้านหลังนี้จะติดกับถนนภายในโรงเรียน หัวมุมมีไฟส่องสว่าง ดูเหมือนจะไม่มีพิษไม่มีภัย แต่จากประวัติที่เล่ากันมา หลายคน ทั้งครู และนักเรียนจะเจอกับเงาผูหญิง ผู้ชาย ยืนอยู่ตรงระเบียงชั้น 2 และจ้องมองลงมา ซึ่งปัจจุบันพื้นตรงระเบียงผุพังหมดแล้ว ไม่สามารถที่ใครจะยืนอยู่ได้

หลังที่ห้า: อยู่ภายในซอยที่แยกออกมาจากถนนในโรงเรียน มีครูผู้หญิง 2 คนอยู่ สภาพบ้าน เนื่องจากมีคนอาศัยอยู่ตลอด จึงดูดีมาก ไม่มีอารัยน่าห่วงมากนัก แต่เปล่าเลย หลังนี้แหละที่เราว่าหลอนสุดๆ ครูท่านนึงเล่าว่าประมาณ 4 ทุ่ม ตอนนั้นอยู่คนเดียว ครูอีกคนกลับบ้าน แกเล่าว่า ทำงานอยู่ จู่ๆ หน้าต่างบานเกล็ดก็เปิดเอง ทั้งที่หน้าต่างไม้ด้านนอกทุกบานปิดหมด ไม่มีลมแน่นอน ..แกก็เดินไปปิด ซักพัก บานเกล็ดก็เปิดอีก … แกคงรำคาญมั้งเลยพูดออกไปว่าคนจะทำงาน ต่างคนต่างอยู่ เท่านั้นแหละ อยู่ๆหน้าต่างทุกบานเปิดออกพร้อม แกรีบวิ่งไปบ้านครูผู้ชายแบบไม่คิดชีวิตทันที สรุปไปถามคนทรงเค้าบอกว่าเจ้าที่ มาแกล้ง เพราะที่โรงเรียนนี้เจ้าที่แรง ถามว่าเจ้าที่อยู่จุดไหนของโรงเรียน จำศาลพระภูมิ ที่เล่าตอนแรกได้ไหม หลังใหญ่ๆ พวงมาลัยจัดเต็ม นั่นแหละ ตรงนั้น ไม่ใช่พระภูมิ แต่คือเจ้าที่ … และอีกหนึ่งตำนานของบ้านหลังนี้ ครูสังคมและนักเรียนหลายคนเล่าว่า เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ได้มีการนิมนต์พระรูปหนึ่งมาสอนการร้องสรภัญญะให้กับนักเรียนเพื่อใช้ในการแข่งขันร้องสรภัญญะ และกลางคืนท่านก็จำวัดที่บ้านหลังนี้ ท่านก็นั่งสมาธิ สวดมนต์ และก็ได้พบกับ ผีหลายร้อยตน เจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงตามต้นไม้ใหญ่ และมีต้นไม้ใหญ่ต้นนึงห่างจากบ้านหนังนี้ ประมาณ 4 เมตร ท่านเล่าว่าได้มีการต่อสู้กัน ทั้งคืน เช้ามาก็ปกติ กลางคืนก็สู้กันอีก 3 คืนติด ก่อนกลับท่านบอกว่า “โยมกลางวันที่นี่เป้นที่ของพวกโยมน่ะ แต่กลางคืนจะกลายเป็นที่ของพวกเขา ฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นอย่ามาเดิน หรือ รบกวนพวกเค้าน่ะ มีเยอะมากเป็นร้อยๆเลย

หลังที่หก : สภาพดี มีคุณครูผู้หญิง 2 ท่านอยู่ คนนึงเป็นครูจ้างที่ยังวัยรุ่นอยู่ข้างบน อีกท่านเป็นครูบรรจุแต่แกเดินขึ้นบันไดไม่สะดวก จึงอยู่ข้างล่าง ขนาดปรับปรุงบ้านให้น่าอยู่ แต่ก็ไม่วายว่างเว้นจากความน่าสะพรึง ขณะที่ครูวัยรุ่นอาบน้ำอยู่ ส่วนครูอีกท่านลาไปหาหมอ จู่ก็ได้ยินเสียงคนเดินชั้น 2 เดินไปเดินมาอย่างบ้าคลั่ง พอขึ้นไปดูปรากฎว่าไม่มีใคร พอแต่งตัวเสร็จกำลังออกจากประตูบ้าน ก็ได้ยินเสียงคนเดินอีก ตั้งแต่นั้นมาครูท่านนี้ก็ย้ายออกจากบ้านพักครู ไปกลับบ้าน – โรงเรียน ตลอด ทิ้งของไว้ไม่กล้ากลับไปเอาอีกเลย จนกระทั่งเธอสอบติด จึงได้พาพ่อแม่มาขนของ … ส่วนครูอีกท่านก็ได้ยิน และบอกกับเราว่า ชินแล้ว ถ้าวันไหนไม่ได้ยิน คือนอนไม่หลับ

หลังที่เจ็ด รกร้าง สภาพอยู่ไม่ได้ ฝาบ้านขอใช้คำว่า หลุดจนปลิ้นออกมา เผยให้เห็นสภาพภายในบ้านโดยไม่ต้องเข้าไปดู รกร้าง หญ้าขึ้นเต็ม ตำนานบ้านหลังนี้ ไม่มี

หลังที่แปด บ้านที่เราอยู่เอง สภาพบ้านดีมาก โปร่งโล่งสบาย มี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ข้างบ้านด้านซ้ายจะเป็นบ้านหลังที่ เจ็ดซึ่งเป็นบ้านร้าง ฝั่งขวาจะเป็นป่า ถัดไป 2 เมตรก็จะเป็นอ่างเก็บน้ำ อ่างนี้แหละภารโรงเล่าให้ฟังว่ากลางคืนมักจะได้ยินเสียงเหมือนคนเล่นน้ำ เสียงเหมือนเล่นกันเป็นสิบคน แต่พอไปดูก็ไม่มีใคร …. ก่อนเราย้ายบ้าน น้าภารโรงบอกว่า บ้านหลังนี้(หลังที่เราอยู่) มีของดี กราบไหว้ดี ๆ แล้วจะอยู่สบาย พอย้ายของวันแรก ขนของลง เปิดประตูบ้านเข้าไป มียันต์สีแดงอร่ามติดอยู่ ขึ้นบันไดไม้ไป ด้านซ้ายคือห้องยาวกว้างกว่าเพื่อน ส่วนด้านขวาแบ่งเป็น 2 ห้อง ซึ่งแน่นอนเราเลือกห้องด้านซ้ายเพราะกว้างสบาย เปิดประตูไปที่ระเบียง วิวที่ได้คือบ้านร้างหลังที่เจ็ด . หน้าห้อง เงยหน้าขึ้นไปเจอยันต์อุนาโลม ในขณะอีก 2 ห้องไม่มี แต่ก็ไม่ได้คิดอารัย เราก็ขนของมาไว้บนห้อง จัดห้อง กวาดห้อง ในขณะที่กวาด สายตาเราเหลือบมองไปที่บ้านร้างตรงข้าม และเราก็เห็นผู้ชาย บึกบึน สูงใหญ่ ใบหน้าเป็นสีแดง หน้าตาน่ากลัวมาก เราจะอยู่ทำไม วิ่งทันที แล้วโทรไปบอกย่า ย่าบอกเจ้าที่มาต้อนรับแล้ว แล้วย่าก็ถามว่าก่อนเข้าบ้านไหว้เจ้าที่ยัง …. เราก็เออยังเลย
กลางคืน ยิ่งช่วงวันพระ เรามักจะได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ข้างล่าง เด็กนักเรียนที่ไปเยี่ยมบางคนก็เห็นว่ามีคนเดินอยู่ในบ้านทั้งที่เราอยู่คนเดียว แต่เราก็อยู่จนลาออก เพราะเราเคารพ ไหว้ กรวดน้ำ บางคืนฝันมาให้เลข เราซื้อก็ถูกนะ โดยเฉพาะเลขท้าย 2 ตัว
ก่อนเราออกก็มีน้องพนักงานราชการมาอยู่ ได้ข่าวตอนนี้น้องเค้าไม่กล้าอยู่คนเดียว ได้แต่ไป-กลับเข้าเมือง น้องบอกไกลก็ยอม เพราะเคยได้ยินเสียงคนคุยกันแถวอ่างเก็บน้ำ
และนี่คือทั้งหมดของบ้านพักครูโรงเรียนแห่งนี้

เหตุการณ์ต่อไป ห้องน้ำนักเรียนหญิงของโรงเรียนนี้เป็นอีกหนึ่งจุดที่ ทั้งครูและนักเรียนได้พบเจอกับความหลอนมากที่สุด ห้องน้ำหญิงมี 2 หลังใหญ่ (ในขณะที่ผู้ชายมีหลังเดียว) จะอยู่หลังอาคารเรียน 1 ด้านหลังห้องน้ำหญิงห่างไป 4 เมตร จะเป็นบ้านพักครูหลังที่สาม ด้านข้างจะมีคูน้ำธรรมชาติถัดจากคูน้ำธรรมชาติก็จะเป็นสวนหย่อมมีต้นไทรต้นใหญ่ อึมครึมอยู่ต้นนึง และสวนตรงนี้ก็คือพื้นที่รับผิดชอบของเด็กห้องเรา เด็กนักเรียนที่มีของหรือมีองค์ มีครู มักจะเล่าให้ฟังว่า เวลาช่วงที่ตนเองขออนุญาตครูมาเข้าห้องน้ำ ตอนนั้นไม่มีใคร มาแค่เพื่อน 2 – 3 คน พวกเด็กๆก็พากันเจอผู้หญิงใส่ชุดสีดำ ผมยาว ยืนหันหน้าไปที่ประตูห้อง ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ยินบ่อยมาก … บางคนก็ได้ยินเสียงปิดกระแทกประตู ทั้งที่ห้องด้านข้างประตูพัง ไม่สามารถปิดได้
ส่วนคุณครูก็มีมาเล่าให้ฟังว่าช่วงเย็นประมาณ 5 – 6 โมงเย็น เป็นเวรประจำสัปดาห์ ต้องเดินตรวจตรา และได้มาตรวจรอบห้องน้ำหญิง มักได้ยินเสียงคนวิ่งหนี ไปซ่อนในห้องน้ำ ปิดประตูเสียงดัง และได้ยินเสียงหัวเราะกันคิ๊กคักๆ จึงได้รีบไปตรวจดูเพราะคิดว่ามีเด็กไม่ยอมกลับบ้าน พอเข้าไปดูก็ไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีรอยเท้าหรือรอยเปียก ถ้าเด็กจะหนีไปด้านข้างคือต้องเป็นนักกระโดดไกล ทีมชาติอ่ะ .. เท่านั้นแหละ เวรก็เวรเถอะ ไม่สนแล้ว
ส่วนตัวเราก็เคยเจอ ช่วงเวรประจำสัปดาห์ ด้วยความที่เราอยู่บ้านพัก ก็เลยเดินตรวจพื้นที่ตอนเย็น พอไปถึงห้องน้ำหญิง เรารู้สึกไม่ดีอย่างมาก เหมือนมีใครจับตามองเราตลอดเวลา เดินไปซักพักได้ยินเสียงคนปิดประตูอย่างแรง…. โครม !!! เข้าไปดูก็ไม่มีอะไรน่ะ มืดมาก ใครจะกล้าเข้าไปใช้
ส่วนเราจะอยู่ทำไมล่ะ วิ่งซิ วิ่งงง ..ภายในโรงเรียนแห่งนี้ มีอาคารเรียนทั้งหมด 3 อาคาร 1 หอประชุม โดยระยะทางการเดินเท้าจะห่างกัน เช่น ระหว่างอาคารเรียน 1 และอาคารเรียน 2 ระยะห่างประมาณ 400 เมตร โดยมีทางเดิน(พื้นปูน) เชื่อมระหว่างอาคาร … ทางเดินนี้จะผ่าน บ่อน้ำขนาดกลาง โดยบ่อน้ำนี้มีทั้ง 2 ฝั่งทางเดิน ผ่านสวนหย่อมที่มีต้นไทรต้นใหญ่ และผ่านห้องน้ำหญิง … ด้านหลังอาคารเรียน 2 ห่างไปเพียง 5 10 ก้าว จะเป็นอาคารคหกรรมและวิชาช่าง

อาคารเรียน 1

ลักษณะอาคาร มี 2 ชั้น ใต้ถุนอาคาร ตอนนี้ปูกระเบื้อง นักเรียนสามารถ นั่งเล่น หรือคุณครูบางท่านจะนำนักเรียนมาสอนที่ใต้ถุนนี้ เพราะอากาศถ่ายเท ลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา มีกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์อยู่ชั้น 1 และกลุ่มสาระคณิตอยู่ใต้ถุน (ลองนึกภาพตามเรา อาคารเรียนเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาว แล้วแบ่งครึ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งขวาจะเป็นพื้นที่โล่งไว้ให้นักเรียนนั่งเล่นหรือ คุณครูจะนำนักเรียนมาสอน ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็น 4 ห้อง .. 2ห้องติดกันคือห้องหมวดคณิตและห้องพยาบาล มีทางเดินคั่นเพื่ออกไปสู่ห้องน้ำหญิง ถัดไปก็2 ห้องติดกัน คือห้องศิลปะและห้องนาฏศิลป์ ถัดจากห้องนาฏศิลป์ก็คือถนนในโรงเรียนถัดไปก็คือบ้านพักครูหลังที่ 2 กับ 3 ด้วยความที่อาคารแห่งนี้สร้างมานานมาก ประวัติของอาคารก็เยอะตาม เราขอเริ่มที่

ห้องพยาบาล
ห้องพยาบาลจะอยู่ติดกับห้องหมวดคณิตศาสตร์ ด้านหน้าห้องเป็นกระจกดำ เห็นได้จากด้านในเท่านั้น อีกด้านของห้องจะเป็นทางเดินไปยังห้องน้ำหญิงที่อยู่ด้านหลังอาคาร ฝาผนังห้องพยาบาลฝั่งนี้จะเป็นอิฐบล็อกช่องลมทั้งฝาเลย มองเห็นเข้าไปได้หมด เด็กนักเรียนเคยพบกับความหลอนจากห้องนี้หลายคน ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นเป็นแบบเดียวกันคือ เวลาตนเองมาถอดรองเท้าก่อนขึ้นอาคาร หรือเดินผ่านจุดนี้ เวลามองช่องลมเข้าไปในห้องจะเห็นมีคนนอน อยู่ตลอด ลักษณะที่เห็น เป็นคนผมสั้น ใส่เสื้อสีดำ นอนคลุมผ้าห่มครึ่งตัว เมื่อเข้าไปดูในห้องพยาบาล ก็ไม่มีใครเลย บางรายเจอหนักกว่า ขณะที่มองช่องลมเข้าไป กระพริบตา 1 ครั้ง เห็นว่ามีคนนอนอยู่ กระพริบตาอีกที คราวนี้ลุกขึ้นมานั่ง กระพริบบตาอีกที คราวนี้ตาผสานตา เด็กนักเรียนตกใจ ร้องลั่น พ่อแม่ต้องพากลับบ้านภายในวันนั้น … แต่ที่น่าแปลกที่ห้องนาฏศิลป์ไม่มีเรื่องเล่าใดๆ เลย อาคาร 1 ชั้นที่ 1 จะอยู่ในความรับผิดชอบของหมวดวิทยาศาสตร์ มีทั้งหมด 8 ห้อง มีบันไดทั้ง 2 ฝั่ง ฝั่งซ้ายสุดจะเป็นห้องเคมี ถัดมาคือห้องหมวดซึ่งปัจจุบันไม่มีใครใช้ เป็นห้องเก็บของทำแลปมากกว่า ถัดมาคือบันไดปีกซ้าย ถัดมาคือห้องวิทย์กายภาพ ถัดมาคือห้องเรียนชีววิทยา ถัดมาคือห้องฟิสิกซ์ ถัดมาคือบันไดปีกขวา ถัดจากบันไดคือห้องเรียน 2 ห้องเรียน ประตูทุกห้องเรียนจะเป็นลูกกรงเหล็ก
เริ่มที่ ห้องหมวดวิทย์ เนื่องจากใช้เป็นห้องเก็บของหน้าต่างทุกบานถูกปิดตาย ประตูใส่กุญแจ 2 ชั้น แน่นอนมักจะมีเด็กนักเรียนชอบลองของกันในห้องนี้ ที่ได้ยินเรื่องเล่าว่าเคยมีรุ่นพี่รุ่นนึง นักเรียนชายประมาณ 5 คน ช่วงพักเที่ยง อาคารนี้จะเงียบมาก … ลองของโดยทำเสียงประหลาดๆ (ทำเสียงคนกำลังมีอะไรกัน) เข้าไปในห้อง ทำเสร็จก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น … ทุกคนต่างหัวเราะและเพื่อนอีกคนกำลังจะทำเสียงประหลาดๆ อีก ทันใดนั้นทุกคนก็ได้ยินเสียง ร้องไห้ สะอื้นๆ เสียงปาหนังสือ และตามมาด้วยประตูลูกกรงเขย่าอย่างบ้าคลั่ง … 1 ใน 5 คนนั้นเห็นว่ามีผู้หญิงเป็นนางรำยืนอยู่ที่ประตู … ทุกคนวิ่งหนีสุดชีวิต ผลที่ตามมา คือนักเรียนเหล่านั้นขาดเรียนเป็นอาทิตย์ บางคนย้ายโรงเรียนหนี บางคนสติหลุด เพราะหลังจากวันนั้นทั้ง 5 คน โดนผีนางรำตามไปถึงบ้าน เลยไม่กล้ามาโรงเรียน เดือนร้อนไปถึงผู้ปกครองต้องทำพิธีขอขมากันยกใหญ่

อาคารเรียน 1 ห้องวิทย์ (กาพภาพ)
ห้องวิทย์ห้องนี้จะอยู่ติดกับบันไดปีกซ้าย เป็นห้องเรียนที่สบาย เข้าได้ประตูเดียว อีกประตูมีโต๊ะครูกั้นอยู่ มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ครบครัน แต่ห้องนี้มักจะมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะที่ช่วงคุณครูสอนเสร็จ ,ช่วงเช้าก่อนเข้าแถว หรือช่วงเย็นหลังเลิกเรียน (โต๊ะคุณครูจะอยู่ติดประตูลูกกรงหลังห้อง) คุณครูที่ประจำห้องนี้ก็จะตรวจงาน เขียนบันทึกการสอน ขณะเขียนอยู่นั้น คุณครูได้เล่าว่ารู้สึกเหมือนมีใครยืนมองจากนอกห้อง ตลอดเวลา รู้สึกประมาณว่าค่ำแล้วทำไมยังไม่กลับบ้าน พอมองออกไปก็ไม่มีใคร ที่หนักสุดคือ ตอนเย็นขณะทำงานอยู่ ก็มีความรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่ แต่ก็ทนตรวจงานเด็กต่อ สักพัก เก้าอี้ในห้องดันเลื่อนเอง (เหมือนเด็กนักเรียนที่เข้ามาเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลง) … ครูท่านนั้นเล่าว่า *ไม่ทนแล้ว กลับก็กลับ …. แต่แกก็อดทนนะ จนปัจจุบันได้ย้ายไปสอนที่อื่นแล้ว
อาคารเรียน 2
อาคารเรียน 2 เป็นอาคารที่มีลักษณะตามอาคารเรียน 1 ทุกประการ ที่เพิ่มคืออยู่ภายใต้การดูแลของหมวดการงาน หมวดสังคม และหมวดอังกฤษ เพียงแต่ใต้ถุนอาคารไม่มีพื้นที่ใช้สอย เพราะเป็นศูนย์รวมของบรรดา ห้องเอนกประสงค์ ห้องสมุด ห้องผู้อำนวยการ ห้องฝ่ายบริหาร .. โดยห้องฝ่ายบริหารจะวุ่นวายมาก เปิดประตูในห้องวิชาการ คือห้องธุรการ ถัดห้องวิชาการไป เปิดประตูเลื่อนคือห้องวัดผลฯ ด้านหลังห้องวิชาการ ธุรการ ห้องวัดผลฯ คือห้องยาว ซึ่งมันเข้าได้ทางเดียวคือเข้าทางห้องธุรการ …ซึ่งเต็มไปด้วยตู้เหล็กมากมาย เก็บเอกสารตั้งแต่กำเนิดโรงเรียน มีซิงค์ล้างจาน มีโต๊ะทานอาหาร

ตัวเรานอกจากงานสอนแล้ว ยังมีงานห้องสมุดที่ต้องรับผิดชอบ มีครั้งนึง ต้องพิมพ์คะแนนเด็กลงในโปรแกรมตัดเกรด ทำงานจนดึก เนื่องจากทุกห้องจะแบ่งมีฝาผนังเป็นกระจกคั่นระหว่างห้อง โต๊ะคอมเราจะติดกับกระจกที่ว่านี้ ห้องถัดไปคือห้องแนะแนว ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครใช้และปิดไฟมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากห้องพักครูห้องสมุดส่องเข้าไปแทนมันจะสลัวๆ ขณะพิมพ์อยุนั้น หางตาเราก็เห็นเป็นเงาดำๆ ผ่านไปมานอกห้อง เราก็ เอ๊ะตาฝาดแน่เลย เพราะทำงานหน้าจอคอม อีกทั้งนี่มันก็ 2 ทุ่มครึ่งแล้ว …สักพักก็มาอีก คราวนี้เห็นเป็นเงาคนเลย ไม่ใช่ข้างนอก แต่เป็นในห้องเลย เราร้อง เห้ยยย …ไม่ไหว ต้องโทรให้ครูอีกคนมารับ คือถ้าเราออกไปตอนนี้ มันต้องปิดไฟทีนี่… ในขณะที่เราปิดคอม เตรียมกลับบ้าน เรามองไปที่ห้องแนะแนว ในขณะที่มอง ก็เห็นเป็นดวงตาคู่หนึ่งมองมาที่เรา สิ่งที่เห็น คือท่าในลักษณะเอามือขนาบกับตาแล้วมองมาที่เรา… เท่านั้นแหละเราวิ่งเลย ไม่อยู่แล้ว วิ่งออกไปชนกับครูที่มารับ คือเราร้องหนักมาก คุณพระคุณเจ้า ไม่เคยเจอจังๆ แบบนี้เลย … รุ่งขึ้นกลายเป้นประเด็นฮอต เม้าท์กันทั้งโรงเรียนว่าเราเห็นผี …. ครูหลายคนเค้าก็บอกว่าตอนเย็นต้องรีบกลับบ้านอย่าอยู่ดึก …ไม่งั้นเจอของดี .. สรุปเราถามไป ถามมา เจอกันทุกคน เช่น ห้องสังคมจะมีเทียนพรรษา ครูที่อยู่เวรกลางคืนเห็นว่ามีแสงเทียน นึกว่ามีเด็กเล่นพิเรนแล้วไม่ดับ ครูท่านนั้นก็เข้าไป พอเข้าไปก็ไม่มีแสงเทียน ทุกอย่างปกติ บางคน อยู่ในห้องครูเวร ตรวจงานอยู่ ตาก็มอง(กระจก) ห้องถัดไป เห็นเก้าอี้หมุนเองเลื่อนไปมา ได้ยินเสียงหัวเราะ เหมือนมีคนเล่นกันไปมา …. สรุปเจอกันถ้วนหน้า

หอประชุม

เป็นหอยกสูง ข้างล่างจะเป็นที่โล่ง เอาไว้เข้าแถว ช่วงฝนตก หรือ สอนวิชาพละศึกษา เพราะข้างล่างจะประกอบไปด้วย หมวดพละ ห้องสหกรณ์ และห้องอาหารโครงการอาหารกลางวัน บนหอประชุมส่วนใหญ่ที่มีเรื่องเล่าจากนักเรียน .. ช่วงเย็น นักเรียนที่มาออกกำลังกายมักจะได้ยินเสียงคนเล่นวอลเลย์บอล พอขึ้นไปดูกะว่าจะไปแจม ปรากฎว่าไม่มีใครอยู่เลย แถมประตูก็ล็อคอีกต่างหาก
ถัดจากหอประชุม จะเป็นอาคารไม้ ชั้นเดียว แบ่งเป็น 2 ฝั่ง มีทางเดินตรงกลาง ทางเดินนี้ตรงไปยังโรงอาหาร ทั้ง 2 ฝั่ง เป็นที่เก็บของ อีกฝั่งโดนไฟไหม้ แต่คนที่มีเซนต์มักจะเห็นผู้ชายใส่ชุดสีดำนั่งอยู่ .. สืบไปสืบมา ขณะสร้างอาคารนี้มีคนงานคนนึง พลัดตกลงมาเสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันนี้ดวงวิญญาณดวงนี้ยังคงไม่ไปไหน ยังมีคนเห็นอยู่เสมอ

ส่วนห้องคหกรรม ห้องช่างฯ หลังอาคาร 2 ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆ

หลังจากที่เราเล่าเกี่ยวกับบริเวณส่วนต่าง ๆ ภายในโรงเรียนแล้ว คราวนี้ผมขอเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวของนักเรียนโรงเรียนนี้บ้าง เนื่องด้วยโรงเรียนที่เราสอนอยู่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนไม่ถึงพันคน และด้วยความที่เราเป็นคนสอนสนุก ชอบเล่าเรื่องตลกให้เด็กนักเรียนฟัง เราจึงสนิทกับกับเด็กนักเรียนเกือบทุกคน และนักเรียนก็ชอบเล่าเรื่องผีให้เราฟังอยู่บ่อยครั้ง ตอนแรกเราก็เฉย ๆ นะ จนกระทั่ง …..

นักเรียนรางวัลพระราชทานและงานศิลปหัถกรรม

ตอนที่เราไปสอน เป็นครูมือใหม่ เราได้มีโอกาสคุยกับนักเรียนคนนึงซึ่งกำลังจะเข้ารับรางวัลนักเรียนพระราชทานจากในหลวง ร.๙ คุณลองคิดดูว่าโรงเรียนซึ่งห่างไกลจากตัวเมือง ทุนสนับสนุนนักเรียนโรงเรียนนนี้ก็ถือว่าน้อยมาก จนได้รับรางวัลพระราชทาน ถือว่าเก่งมาก มีการแห่ขบวนรางวัลรอบจังหวัด ขณะเดียวกันภายในโรงเรียนนักเรียนยืนเข้าแถวเรียง 2 ข้างทางถนนภายในโรงเรียน เพื่อต้อนรับรางวัลที่พวกเขาภูมิใจ ส่วนครูทุกคนก็ต้องยืนตามจุดเพื่อคอยควบคุมนักเรียนให้อยู่เป็นระเบียบ จุดที่เรายืนคุมอยู่เป็นนักเรียนชั้น ม.3 แถวอยู่เกือบท้ายๆ เสียงตามสายประกาศเหลืออีก 5 กม. เมตร ขบวนรถจะมาถึงแล้ว … ทุกคนนิ่ง แต่เราเป็นคนช่างสังเกตุ ในขณะที่ทุกคนนิ่ง เราสังเกตุเห็นเด็กนักเรียนคนนึงยืนร้องไห้ เราก็ งง ว่าทำไมถึงร้อง เครียด หรือไม่สบายหรือเปล่า ? ขณะที่เรากำลังจะเดินไปหาเด็กนักเรียน จู่ๆ ก็มีเด็กนักเรียนอีกคน กรีดร้องขึ้นมา พร้อมกับร้องไห้ และเราก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กอีกคนตรงหัวแถว ตอนนี้มีเด็ก 3 คนที่เกิดอาการ กรีดร้อง อย่างบ้าคลั่ง คุณครูต้องช่วยจับแยก ส่วนเราก็ต้องยืนคุมต่อไปเพราะตอนนี้ เด็กนักเรียนเริ่มแตกตื่น เริ่มส่งเสียงดัง …. ทุกอย่างสงบ ขบวนรถอยู่ตรงทางเข้า … เอาอีกแล้ว มีเด็กนักเรียนกรีดร้องอีกแล้ว กรีดร้องไม่พอ วิ่งด้วย เหมือนวิ่งหนีอะไรซักอย่าง ณ ตอนนั้น เราอยู่ใกล้สุด ต้องวิ่งตามจับ เด็กนักเรียนวิ่งเร็วมาก เราเห็นว่าวิ่งไปแอบตรงโคนต้นไม้ใหญ่ ก้มห้วร้องไห้ เหมือนไม่อยากให้เห็น เราพูดไปว่า เป็นอะไร ลูก ? แต่เด็กไม่ตอบ กรีดร้องอย่างเดียว พร้อมพูดว่า ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว พอ พอ …พิธีอัญเชิญรางวัลพระราชทานจบลง แต่ 4 นักเรียน ยังไม่จบ บางคนหยุดร้อง แต่บางคนยังมีอาการตื่นกลัว และยังกรีดร้องอยู่ คุณครู ณ ตอนนั้น จึงมีมติลงความเห็นว่า ต้องโทรหาผู้ปกครองให้มารับกลับ …. เมื่อผู้ปกครองของทั้ง 4 คนมา ผู้ปกครองดูมีสติ เอาสร้อยพระมาคล้องคอลูก บางคนถือขวดน้ำมา มารู้ทีหลังว่าขวดน้ำนั้นคือ ขวดน้ำมนต์
วันต่อมา นักเรียน 3 คนดังกล่าวขาดโรงเรียน แต่มีอีกคนนึงมาโรงเรียน ด้วยความอยากรู้ จึงถามเด็กคนนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น คำตอบที่ได้คือ ตอนแรกก็ปกติค่ะ ครู แต่หนูเห็นนางรำหน้าเขียว มายืนชี้อยู่ หลังจากนั้นหนูคุมสติไม่อยู่เลยค่ะ อีกอย่างหนูก็มีของด้วย เราถาม ของอะไร นางบอกนางเป็นร่างทรง เป็นมโนราห์ .. เราก็ถึงบางอ้อ
สำหรับคนที่ไม่รู้ คนใต้จะมีศิลปการร่ายรำ อย่างมโนราห์ มีมาแต่โบราณ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะรำได้ ส่วนใหญ่ต้องสืบเชื้อสายมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ต้องมีการครอบครูหมอ บางคนต้องถือศีล ครองธรรม ..การบนบานสารกล่าว กับครูหมอมโนราห์ นั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก … ถ้าเราบนแล้ว สมหวังแล้ว เราต้องรีบแก้บน มิฉะนั้น เราอาจจะต้องสังเวยด้วยชีวิต … สำหรับเรา ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นอะไร จะไม่บน เพราะอะไร “กลัวไง”เมื่อนักเรียน 3 คนมาโรงเรียน เราก็ถาม ก็ได้คำตอบว่า เห็นผู้หญิงใส่ชุดรำยืนชี้หน้า จากนั้นก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ และทั้ง 3 คนก็บอกว่าตัวเองก็มีของเหมือนกัน

งานศิลปหัตถกรรม เป็นอีกหนึ่งงาน ที่ครูและนักเรียนมากความฝีมือต้องล่า เพื่อเอาไว้ประดับบารมี ในการทำผลงาน และศึกษาต่อในระดับมหาลัย ทุกคนซ้อมอย่างหนัก เสาร์อาทิตย์ก็ไม่เว้น ครูบางท่านถึงขั้น บนกับศาลเจ้าที่หน้าโรงเรียนกันเลยที่เดียว
เมื่องานแข่งขันจบ หลายคนผิดหวัง หลายคนก็ได้รางวัลกลับมา ครูที่บน ได้สมใจหวังเช่นกัน …… 3 วันต่อมา เราจำได้แม่น เวลา 10.10 น. มีนักเรียน ราว 10 คน วิ่งกรีดร้อง ไปมาทั่วโรงเรียน บางคน อยู่กลางสนาม ใต้อาคารเรียน อยู่ที่ห้องหมวดวิทย์ที่เอี้ยนๆ ที่เคยเล่า… วิ่งไปแอบตามต้นไม้ก็มี คนที่เพื่อนนักเรียนช่วยกันจับ ก็ดิ้นพล่าน ตาเหลือก จ้องมองเหมือนอามาต ผ่านไป เกือบ 2 ชั่วโมง ทุกอย่างสงบ บางคนขอกลับบ้าน บางคนอ่อนแรงพักผ่อนที่ห้องพยาบาล หลังจากเลิกเรียน ครูทั้งโรงเรียนประชุมด่วน (ผอ.ไปราชการ) จะมีครูบางคนไม่เชื่อ บางคนเชื่อ ส่วนเราอยากรู้คำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น .. ทุกคนเถียงไปมา ว่าเด็กอุปทานหมู่ไปเอง จนมีครูท่านหนึ่งพูดเสียงดังขึ้นมาว่า “มีใครไปบนเอาไว้ ในเมื่อได้สิ่งที่บนแล้ว ทำไมยังไม่แก้ โน้นเค้ายืนชี้อยู่หน้าประตูห้องประชุมโน้น” .. วินาทีนั้น ทุกคนเงียบ สีหน้าตื่นกลัว
ปรากฎว่ามีครู 3 ท่าน ไปบนว่า ถ้าแข่งขันชนะ จะ อย่างนี้อย่างนั้น ครู2 ท่านแก้บนไปแล้ว แต่อีกคน ยังไม่แก้ แกบอก “ลืม” … วันรุ่งขึ้น ครูท่านนั้นแก้บนทันที และไม่มีเหตุกาณ์ดังกล่าวอีกเลย
ส่วนเหตุการณ์นักเรียนพระราชทาน สืบไปสืบมา ปรากฎว่า เด็กนักเรียนที่ได้รางวัล ไม่ได้แก้บน เหมือนกัน …

เรื่องจากพันทิป.คอม

ติดตาม RedMoon ค่ำคืนสีเลือด

GhostStoryThai.com อ่านเรื่องผี

แชร์เรื่องนี้

เรื่องอื่นๆ